Thai Inter Act!

Art, Design, and Music Networking Event
“มา UK ได้ (รู้, คิด, ทำ) อะไร?
ช่วงเวลาบ่ายถึงเย็นของวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมาณ Graphic Bar ใจกลางกรุงลอนดอนได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มนักเรียนไทยและคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีใจรักงานศิลปะ การออกแบบ และดนตรีขึ้นในงาน “Thai Inter Act!” โดยเป็นการจัดงานร่วมกันของสององค์กรคือสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักรที่ก่อตั้งมาครบ 111 ปีในปีนี้ และกลุ่ม PADform ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักเรียนไทยสายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry)ที่กำลังศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรเพื่อดำเนินโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและต่อประเทศไทยโดยการใช้ความคิดสร้างสรรค์และโอกาสของการได้พำนักและศึกษาอยู่ในต่างประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนโดยที่ผ่านมาได้มีการจัดงานด้านศิลปะ ดนตรี และอาหารไทย ณ Royal College of Art เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปีกลายเป็นโครงการนำร่อง
งาน “Thai Inter Act!” ในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “มา UK ได้ (รู้, คิด, ทำ) อะไร?” ซึ่งได้ดำเนินงานตามแนวคิดการร่วมแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกันจากแขกรับเชิญและผู้ร่วมงาน ที่ต่างก็เป็นคนไทยและได้มาเรียนและ/หรือทำงานอยู่ในสหราชอาณาจักรเหมือนๆกันหรือที่อาจเรียกว่า Thai Inter!โดยที่บางคนก็ได้มาอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นเวลานานแล้ว บางคนอาจเพิ่งมาถึง ขณะที่บางคนกำลังจะเดินทางกลับเมืองไทยแต่ก็ยังมีบางคนที่อาจอยากอยู่ที่นี่ตลอดไป งานดังกล่าวจึงถูกจัดขึ้นเพื่อเชิญชวนนักเรียน ศิลปิน และนักออกแบบไทยในสหราชอาณาจักรมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นกัน (Interact!) ในหัวข้อที่เกี่ยวกับชีวิตการเรียน การหางาน การทำงาน ความประทับใจและอุปสรรค์ต่างๆ ของการเป็นคนไทยที่ได้ศึกษาร่ำเรียนและทำงานในวงการศิลปะ การออกแบบ และดนตรี ในสหราชอาณาจักรโดยเทียบกับประสบการณ์ที่หลากหลายของแต่ละคนที่เคยประสบมาในเมืองไทยด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนและการทำงานของแต่ละคน และยังจะเป็นประโยชน์ต่อแวดวงศิลปะ การออกแบบ และดนตรีในประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย
ภายในงานได้รับเกียรติจากศิลปินและนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นที่จับตาในเวทีโลก3 ท่าน 3 สไตล์จาก 3 สาขาอาชีพ ที่ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นร่วมกันได้แก่ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง (Pomme Chan) นักวาดภาพประกอบ (Illustrator)ชื่อดังผู้เป็นเจ้าของลายเส้นซึ่งวาดด้วยมืออันเป็นเอกลักษณ์ จนทำให้เธอได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน เช่น Sony, MTV, Volkswagen, Mercedes-Benz, Marc Jacobs, Microsoft, Nike และ Topshopทั้งยังมีผลงานตีพิมพ์ในสื่อชั้นนำต่างๆ อาทิ Telegraph, IDN, Curvy Book, Grafik, La Perla, New York Times และ FT Magazinesซึ่งปอมเผยให้ฟังว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้เธอต้องผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย และยังคงต้องทำงานเพื่อฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะงานที่ทำออกมาแล้วได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจก็มาก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ตลอดสิบปีที่อยู่ในอังกฤษความประทับใจในการทำงานในวงการนี้ของปอมก็คือที่นี่วัดผลงานกันด้วยฝีมือจริงๆ โดยที่ไม่มีเรื่องเส้นสายเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบตัวไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านเรือน ย่านร้านค้าหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆซึ่งถูกจัดขึ้นตลอดเวลาล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดแรงบันดาลใจในการคิดงานและทำงานได้อย่างดี อย่างไรก็ตามแม้ว่าปอมจะเลือกที่จะทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะให้บางอย่างกลับไปยังประเทศอันเป็นบ้านเกิดเสมอ เช่น ความเต็มที่ในการทำงานให้กับลูกค้าไทยเทียบเท่ากับลูกค้านานาชาติ แม้ว่าจะได้รับค่าจ้างในอัตราที่ต่ำกว่าก็ตาม หรือการไปร่วมเป็นแขกรับเชิญเพื่อบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยหรือกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในประเทศไทย การให้คำแนะนำอย่างละเอียดในเรื่องการทำสัญญาจ้างกับลูกค้าซึ่งเป็นสิ่งที่นักออกแบบไทยรุ่นใหม่ยังขาดประสบการณ์อยู่มาก ตลอดจนการร่วมประมูลผลงานเพื่อการกุศลต่างๆ ในประเทศไทย
แขกรับเชิญคนที่สอง แจสเปอร์ สินชัย จัดประจง-สมิธ (Jasper SinchaiChadprajong-Smith) นักออกแบบเครื่องแต่งกายชาย (Menswear designer) ดาวรุ่งผู้ที่ทำงานด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกอันลึกซึ้งจากประสบการณ์จริงลงสู่งานออกแบบ จนสามารถคว้ารางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับยุโรปมาแล้วนักต่อนักโดยขณะนี้เขากำลังอยู่ในขั้นการพัฒนาแบรนด์ของตัวเองในอนาคตอันใกล้ แจสเปอร์ได้แบ่งปันประสบการณ์หลังจากย้ายมาอยู่ที่อังกฤษตั้งแต่เมื่ออายุได้สิบสองปี ซึ่งตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาการใช้ชิวิตในสังคมอังกฤษเป็นส่วนใหญ่โดยไม่ได้กลับเมืองไทยมากนักก็แทบทำให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นชาวอังกฤษคนหนึ่งไปแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยลืมความรู้สึกของความเป็นคนไทยจากการที่มีคุณแม่และพี่สาวหลายคนซึ่งเป็นคนไทยแท้ๆมาอยู่ที่อังกฤษด้วย ซึ่งการเป็นคนไทยนี้เองได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษเวลาที่ส่งผลงานไปร่วมแข่งขันในระดับนานาชาติ นอกจากนี้แนวทางการทำงานที่อาศัยการถ่ายทอดความรู้สึกอันลึกซึ้งจากประสบการณ์จริงลงสู่งานออกแบบของเขายังทำให้แจสเปอร์มีความคิดอยากหาโอกาสกลับไปนั่งทำงานที่เมืองไทยดูบ้างโดยหวังว่าสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ใหม่ๆที่จะได้รับจากเมืองไทยจะทำให้ผลงานของเขามีความแปลกใหม่และมีมิติรวมถึงมุมมองที่แตกต่างไปจากที่เคยทำมา เขาเชื่อว่าการพยายามเข้าใจวิถีชีวิตของคนธรรมดาๆในสังคมและถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาอย่างเป็นธรรมชาตินั้นเป็นตัวกำหนดทิศทางของผลงานที่ดีที่สุด ซึ่งแนวความคิดนี้ของแจสเปอร์สามารถเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการพยายามค้นหา “กลิ่นอาย”แบบไทยๆในงานออกแบบของนักออกแบบไทยที่อาจเกิดขึ้นได้เองจากการมีประสบการณ์จริงกับสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยและถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายามยัดเยียด “ความเป็นไทย”ลงไปในผลงานก็ได้
แขกรับเชิญคนสุดท้ายคือ นิธิภัค สามเสน หนึ่งในนักออกแบบการปฏิสัมพันธ์ (Interaction Designer) คนไทยคนแรกๆที่ได้เข้ามาจับงานออกแบบในแขนงนี้และได้รับการยอมรับจนผลงานถูกนำไปจัดแสดงในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอังกฤษโดยผลงานส่วนใหญ่ของเขามักเต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสี (อย่างสร้างสรรค์) ต่อสังคมทุนนิยมร่วมสมัยที่ตัวเขาเองไม่ชอบแต่ก็ยังอยากใช้ชีวิตอยู่กับมันในขณะที่ความประทับใจพิเศษในเรื่องการเรียนและการทำงานที่อังกฤษของนิธิภัคก็คือ การมองว่าการทำบางสิ่งบางอย่างไม่เป็นในขั้นแรกนั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะทุกอย่างสามารถเรียนรู้กันได้ ขอแค่มีความตั้งใจ ตัวอย่างเช่นเมื่อนิธิภัคมาเริ่มเรียนในสาขา Interaction Design ที่ RCA แรกๆนั้นตัวเขาเองก็ยังใช้โปรแกรมต่างๆไม่ถนัด แต่โรงเรียนก็ยังรับเขาเข้ามาและสนับสนุนให้ได้เรียนรู้และฝึกฝนเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่จะช่วยสื่อสาร “เนื้อหาของงาน”ที่เกิดจากความคิดของเราไปยังผู้รับสารเท่านั้น นอกจากนั้นเขายังมีความเห็นว่าการประชาสัมพันธ์งานของตัวเองนั้นมีความสำคัญมากในฐานะขั้นตอนหนึ่งของการทำงานเลยทีเดียว เพราะถ้าเรามีงานที่ดีแต่ไม่ได้รับการเผยแพร่ให้คนรับรู้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองตลอดจนในแวดวงที่เกี่ยวข้องก็จะลดน้อยลงไปถนัดตา ซึ่งในกระบวนการประชาสัมพันธ์นี้ “คอนเน็กชั่น” มีความสำคัญไม่น้อยโดยที่เราอาจเริ่มจากการทำความรู้จักกับคนใกล้ตัว เช่น อาจารย์พิเศษที่มาสอนที่โรงเรียน หรือคนที่ไกลออกไป เช่น สื่อต่างๆ จากทุกสำนักที่สนใจผลงานด้านการออกแบบ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้นิธิภัคใช้วิธีส่งอีเมลเชิญให้มาชมนิทรรศการจบการศึกษาของเขาและผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการได้ทำความรู้จักกับผู้คนทั้งในและนอกวงการซึ่งล้วนมีความหมายและความจำเป็นอย่างมากต่อนักออกแบบทุกแขนง
หลังการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับแขกรับเชิญแล้ว ยังมีการนำเสนอความคิด ผลงาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าจากสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบชั้นนำในสหราชอาณาจักร เช่น Central Saint Martins, Royal College of Art, Chelsea College of Art and Design, Goldsmiths College และ Bartlett School of Architecture เป็นต้นโดยประเด็นที่ผู้ร่วมงานเห็นตรงกันมากที่สุดนั้นมีตั้งแต่ “บรรยากาศ”ของโรงเรียนและการเรียนการสอนของที่นี่ซึ่งกระตุ้นให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจและอยากขวนขวายทำงานที่มีคุณภาพหรือการได้กลับไปมองตัวเองและรากเหง้าของตัวเองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปหลังจากได้มาอยู่ที่นี่ เป็นต้น
บรรยากาศภายในงานดำเนินไปอย่างกันเองแต่แฝงด้วยความจริงจังและเป็นประโยชน์ ในระหว่างช่วงพักยังมีการแจกไอศกรีมรสเบียร์สิงห์และชาไทยซึ่งผลิตโดย Flat 6 Studio กลุ่มนักเรียนออกแบบไทยที่มีความสนใจในรื่องเดียวกันและได้มีการแสดงงานร่วมกันมาแล้วโดยครั้งนี้ทางกลุ่มได้ร่วมทดลองและตีความอาหารไทยด้วยแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมกับพวกเขาด้วย
การจัดงานในครั้งนี้ ทั้งแขกรับเชิญและผู้ร่วมงานต่างได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์อันหลากหลายระหว่างกัน หลายคนมองว่าสำหรับเหล่านักเรียนไทยนั้นช่วงแรกๆอาจรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบด้านภาษา แต่ก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยากด้วยการฝึกฝนและเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง สำหรับคนที่คิดจะทำงานต่อที่นี่หลังเรียนจบปัญหาหลักนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการขอวีซ่าที่ยากเย็นซึ่งเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลที่อาจเกินความควบคุมของเรา แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการแสดงศักยภาพของตนให้ผู้จ้างงานและสังคมเห็นให้มากที่สุด จนนำมาสู่ข้อสรุปที่ผู้ร่วมงานเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่นั่นคือแนวคิด ฝีมือ และโอกาสในการแสดงออกซึ่งความสามารถของนักเรียน ศิลปิน และนักออกแบบไทยในสหราชอาณาจักรนั้นไม่ได้ด้อยกว่าชาวต่างชาติเพียงแต่ต้องขวนขวายและหาช่องทางให้เหมาะสมเพื่อแสดงออกซึ่งศักยภาพในการคิดและทำงานด้วยภาษาศิลปะและการออกแบบแบบสากล ในขณะเดียวกันกลิ่นอายไทยๆในงานต่างๆ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในหลายกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความจำเป็นเสมอไป เพราะการที่จะกล่าวว่าความเป็นคนไทยหรือคนตะวันออกนั้นทำให้เรามีความคิดต่างจากชาวตะวันตกนั้นก็อาจจะมีส่วนถูกแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่จริงๆแล้วคนเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นตะวันออกหรือตะวันตกต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ฝรั่งก็ไม่ได้มีแนวคิดเหมือนกันทุกคน อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่าเรามาจากเมืองไทย ประเทศที่ชาวต่างชาติยังมักติดกับภาพของชายหาดวัดวาอารามและฟูลมูนปาร์ตี้มากกว่างานศิลปะหรืองานออกแบบร่วมสมัยนั้นอาจทำให้เราเป็นที่สนใจมากขึ้นถ้างานของเรามีความน่าสนใจและคุณภาพเพียงพอ และประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจก็คือการที่สังคมไทยยังเข้าใจและให้ความสำคัญกับงานศิลปะและการออกแบบแขนงต่างๆค่อนข้างน้อยและส่วนใหญ่ยังเข้าใจในวงจำกัดว่าเป็นเพียงของสวยๆงามๆนอกเหนือไปจากความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต หรือการไม่เข้าใจขั้นตอนของการผลิตงานศิลปะที่มีคุณภาพซึ่งหลายครั้งต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์ และบางครั้งการได้งานหรือทำงานก็เกี่ยวข้องกับเรื่องเส้นสายที่ดูเหมือนจะมีสำคัญมากกว่าแนวคิดหรือฝีมืออยู่ไม่น้อย ตลอดจนค่านิยมการ “เห่อของนอก”ของคนไทยทั่วไปอาจทำให้โอกาสเกิดของศิลปินและนักออกแบบสัญชาติไทยในประเทศของตัวเองไม่ง่ายนัก เพราะสิ่งที่ยังพบเห็นได้บ่อยๆก็คือการที่ศิลปินและนักออกแบบของเราต้องไปโด่งดังในเมืองนอกก่อนแล้วจึงจะได้รับการยอมรับจากคนไทยกันเอง ถึงกระนั้นการจะมานั่งตัดพ้อถึงอุปสรรคต่างๆในเมืองไทยและก็หมดกำลังใจในการทำงานก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้ สู้ลงมือทำส่วนที่เราทำได้ให้ดีที่สุดและค่อยๆ ช่วยกันหาทางกำจัดอุปสรรคต่างๆ ออกไป จะไม่เป็นทางเลือกที่ดีกว่าหรือ? ถ้ากิจกรรมด้านวัฒนธรรมมีน้อยเราก็ช่วยๆกันจัด ถ้าบรรยากาศในโรงเรียนไม่กระตุ้นความกระตือรือร้นสร้างสรรค์เราก็ช่วยกันสร้าง ถ้าคนไทยยังไม่นิยมของไทยเราก็ต้องทำงานหนักขึ้น ช่วยกันโปรโมทหรือสร้างชื่อเสียงในระดับโลกให้มากขึ้น
ในภาพรวมของงาน Thai Inter Act! ในครั้งนี้ จึงอาจสรุปโดยรวมได้ว่า การจะแสดงออกซึ่งฝีมือที่ไม่ด้อยไปกว่าใครของนักเรียน ศิลปิน และนักออกแบบชาวไทยนั้น นอกจากจะต้องขวนขวายที่จะแสดงศักยภาพเหล่านั้นให้ทั้งคนต่างชาติและคนไทยเองได้ประจักษ์แล้ว ในแง่กระบวนการผลิตผลงานก็ยังคงขึ้นอยู่กับสไตล์ จังหวะ และโอกาสของแต่ละคน แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นต่างคนต่างทำหรือเป็นการร่วมมือกันทำงานในบางโอกาส หากลงมือทำ “จริง” และทำ “เป็น” แล้ว ผลลัพธ์ที่น่าพอใจที่แต่ละคนและวงการส่วนรวมคาดหวังก็ย่อมเกิดผลได้จริงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อ “รู้” แล้ว “คิด” แล้ว ก็ถึงเวลา “ทำ” เสียที!
เรื่อง ชมชน ฟูสินไพบูลย์
Links
Event’s page https://www.facebook.com/#!/events/272246046197985/
SamaggiSamagomhttp://www.samaggi.org/
PADformhttp://openpadform.org/
Flat 6 Studio https://www.facebook.com/flat6studio
Pomme Chan http://pommepomme.com/news/
NitipakSamsenhttp://www.dotmancando.info/
Jasper SinchaiChadprajong-Smith http://www.clothesshowlive.com/jasper-chadprajong
- 18 มิถุนายน 2555
- 0 ความคิดเห็น
- อ่าน3476




สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
กรุณา Login เข้าระบบก่อน